ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Fire Alarm

Smoke Detector กับ Heat Detector ต่างกันอย่างไร ควรติดแบบไหนในพื้นที่ไหน

โดย ทีมวิศวกร DO ALL ARCHITECT AND ENGINEERINGอ่าน 6 นาที

การเลือกชนิดอุปกรณ์ตรวจจับผิดพื้นที่เป็นสาเหตุหลักของสองปัญหาที่ตรงข้ามกัน คือแจ้งเหตุหลอกบ่อยจนคนในอาคารไม่สนใจเสียงเตือน หรือแจ้งช้าเกินไปจนไฟลุกลามแล้ว การเข้าใจความต่างของสองชนิดนี้ช่วยให้ระบบทั้งไวและน่าเชื่อถือ

Smoke Detector — ตรวจจับได้เร็วกว่า

ตรวจจับอนุภาคควันที่ลอยเข้ามาในตัวอุปกรณ์ ชนิดที่นิยมคือแบบใช้แสง (Photoelectric) ซึ่งไวต่อควันจากไฟที่เริ่มคุ ๆ ก่อนจะมีเปลวไฟชัดเจน จึงแจ้งเหตุได้ตั้งแต่ระยะแรก เหมาะกับพื้นที่ที่มีคนอยู่และต้องการเวลาอพยพมากที่สุด

Heat Detector — ทนสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า

ทำงานเมื่ออุณหภูมิถึงค่าที่กำหนด (Fixed Temperature) หรือเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติ (Rate of Rise) ไม่ตอบสนองต่อฝุ่น ไอน้ำ หรือควันจากการทำงานปกติ จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ Smoke Detector จะแจ้งหลอกบ่อย แต่แลกกับการแจ้งเหตุที่ช้ากว่า เพราะต้องรอให้เกิดความร้อนก่อน

ตัวอย่างการเลือกตามพื้นที่

พื้นที่ชนิดที่เหมาะเหตุผล
สำนักงาน ห้องประชุม ห้องพักSmokeต้องการแจ้งเหตุเร็ว สภาพแวดล้อมสะอาด
ทางเดิน โถงบันไดSmokeเป็นเส้นทางอพยพ ต้องรู้ก่อนควันสะสม
ห้องครัวHeatมีควันและไอน้ำจากการทำอาหารตามปกติ
ลานจอดรถในอาคารHeatมีควันไอเสียรถยนต์
พื้นที่ผลิตที่มีฝุ่นมากHeat หรือ Beam ที่เหมาะสมฝุ่นทำให้ Smoke แจ้งหลอกและสกปรกเร็ว
ห้องเครื่องไฟฟ้า ห้องเซิร์ฟเวอร์Smokeไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้ามักเริ่มจากการคุและมีควันก่อน

ข้อควรระวัง

  • อย่าเปลี่ยน Smoke เป็น Heat เพียงเพื่อแก้ปัญหาแจ้งหลอก โดยไม่ดูว่าพื้นที่นั้นต้องการการแจ้งเหตุเร็วแค่ไหน
  • ตำแหน่งติดตั้งสำคัญพอ ๆ กับชนิด — ติดใกล้หัวจ่ายแอร์หรือช่องลมมากเกินไป ควันอาจถูกพัดออกก่อนถึงอุปกรณ์
  • เมื่อเปลี่ยนการใช้งานพื้นที่ เช่น เปลี่ยนห้องเก็บของเป็นครัว ควรทบทวนชนิดอุปกรณ์ตรวจจับด้วย

กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยและงานวิศวกรรม?

เล่ารายละเอียดงานให้เราฟัง ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อสอบถามเพิ่มเติมและนัดสำรวจหน้างาน ให้คำปรึกษาฟรี

หรือโทร 0970857411