ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) มีอุปกรณ์อะไรบ้าง แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร
โดย ทีมวิศวกร DO ALL ARCHITECT AND ENGINEERINGอ่าน 6 นาที
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ไม่ได้มีแค่อุปกรณ์ตรวจจับควันบนฝ้า แต่เป็นระบบที่ทำงานร่วมกันหลายส่วน ตั้งแต่การตรวจจับ การประมวลผล ไปจนถึงการแจ้งเตือนคนในอาคารและสั่งงานระบบอื่น การรู้ว่าแต่ละส่วนทำหน้าที่อะไรช่วยให้อ่านใบเสนอราคาได้เข้าใจ และเห็นว่าใบเสนอราคาแต่ละเจ้าต่างกันตรงไหน
1. ตู้ควบคุม (Fire Alarm Control Panel)
เป็นศูนย์กลางของระบบ รับสัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับทุกตัว แสดงผลว่าเกิดเหตุที่ใด สั่งให้อุปกรณ์แจ้งเตือนทำงาน และคอยตรวจสอบสายสัญญาณว่ามีจุดขาดหรือลัดวงจรหรือไม่ ตู้ควบคุมมีแบตเตอรี่สำรองในตัว เพื่อให้ระบบยังทำงานได้เมื่อไฟฟ้าดับ
2. อุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติ (Detector)
- Smoke Detector — ตรวจจับควัน เหมาะกับห้องทั่วไป สำนักงาน ห้องพัก ทางเดิน
- Heat Detector — ตรวจจับความร้อน เหมาะกับพื้นที่ที่มีฝุ่น ไอน้ำ หรือควันตามปกติ เช่น ครัว ลานจอดรถ
- Beam Detector — ยิงลำแสงข้ามพื้นที่ เหมาะกับโกดังหรือโรงงานเพดานสูงที่ติดอุปกรณ์แบบจุดได้ยาก
- Duct Detector — ตรวจจับควันในท่อลมของระบบปรับอากาศ ป้องกันควันกระจายไปทั่วอาคาร
3. จุดแจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Pull Station / Call Point)
ติดตั้งบริเวณทางออกและเส้นทางหนีไฟ ให้คนที่เห็นเหตุแจ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรออุปกรณ์ตรวจจับ ซึ่งมักเร็วกว่าในกรณีที่ไฟเริ่มจากจุดที่คนอยู่
4. อุปกรณ์แจ้งเตือน (Notification Appliance)
กระดิ่ง ไซเรน และไฟกะพริบ (Strobe) ทำหน้าที่แจ้งให้คนอพยพ ไฟกะพริบสำคัญในพื้นที่เสียงดังอย่างโรงงาน และสำหรับผู้ที่มีปัญหาการได้ยิน ตำแหน่งและจำนวนต้องออกแบบให้ได้ยินหรือมองเห็นได้ทั่วพื้นที่ ไม่ใช่ติดตามความสะดวกในการเดินสาย
5. โมดูลเชื่อมต่อระบบอื่น
ในอาคารขนาดกลางขึ้นไป ระบบแจ้งเหตุมักต้องสั่งงานระบบอื่นเมื่อเกิดเหตุ เช่น ปลดล็อกประตูที่ใช้ระบบควบคุมการเข้าออก สั่งลิฟต์ลงชั้นที่กำหนด หยุดพัดลมระบบปรับอากาศ หรือรับสัญญาณจากระบบดับเพลิง โมดูลเหล่านี้คือส่วนที่มักถูกตัดออกจากใบเสนอราคาราคาถูก
