Fire Alarm แบบ Conventional กับ Addressable ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี
โดย ทีมวิศวกร DO ALL ARCHITECT AND ENGINEERINGอ่าน 7 นาที
คำถามแรกของเจ้าของอาคารเกือบทุกคนเมื่อต้องติดตั้งหรือเปลี่ยนระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ คือจะเลือกระบบแบบแบ่งโซน (Conventional) หรือแบบระบุตำแหน่ง (Addressable) ทั้งสองแบบทำหน้าที่เดียวกันคือตรวจจับและแจ้งเหตุ แต่ต่างกันที่ "ความละเอียดของข้อมูล" ที่ส่งกลับมาที่ตู้ควบคุม ซึ่งส่งผลต่อความเร็วในการเข้าถึงจุดเกิดเหตุและค่าใช้จ่ายระยะยาว
ระบบแบบแบ่งโซน (Conventional) ทำงานอย่างไร
อุปกรณ์ตรวจจับหลายตัวต่ออยู่บนสายเส้นเดียวกันเป็นหนึ่งโซน เมื่ออุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งทำงาน ตู้ควบคุมจะรู้เพียงว่าเกิดเหตุ "ในโซนนั้น" เช่น ชั้น 3 ฝั่งตะวันออก แต่ไม่รู้ว่าเป็นอุปกรณ์ตัวไหน เจ้าหน้าที่ต้องเดินตรวจหาจุดเกิดเหตุเองภายในโซน
ระบบแบบระบุตำแหน่ง (Addressable) ทำงานอย่างไร
อุปกรณ์แต่ละตัวมีหมายเลขประจำตัว ตู้ควบคุมจึงแสดงได้ทันทีว่าอุปกรณ์ตัวไหนทำงาน เช่น "ห้องประชุม 305" และยังแจ้งได้ว่าอุปกรณ์ตัวไหนสกปรก เสื่อม หรือขาดการเชื่อมต่อ ก่อนที่จะกลายเป็นสัญญาณหลอกหรือจุดที่ตรวจจับไม่ได้
เปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมา
| ประเด็น | Conventional | Addressable |
|---|---|---|
| ระบุจุดเกิดเหตุ | ระดับโซน | ระดับอุปกรณ์แต่ละตัว |
| ค่าอุปกรณ์เริ่มต้น | ต่ำกว่า | สูงกว่า |
| งานเดินสาย | แยกสายตามโซน | ต่อแบบวงรอบ ใช้สายน้อยกว่าในอาคารใหญ่ |
| แจ้งอุปกรณ์เสื่อม/สกปรก | ส่วนใหญ่ไม่ได้ | แจ้งได้รายตัว |
| เหมาะกับ | อาคารขนาดเล็ก พื้นที่ไม่ซับซ้อน | อาคารขนาดกลางถึงใหญ่ หลายชั้น หลายห้อง |
แล้วควรเลือกแบบไหน
- อาคารขนาดเล็ก พื้นที่เปิดโล่ง มองเห็นจุดเกิดเหตุได้ง่าย — แบบแบ่งโซนมักเพียงพอและคุ้มค่ากว่า
- อาคารหลายชั้น มีห้องย่อยจำนวนมาก หรือมีคนไม่คุ้นเคยพื้นที่ใช้งาน เช่น โรงแรม โรงพยาบาล สำนักงานให้เช่า — แบบระบุตำแหน่งช่วยให้เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้เร็วกว่ามาก
- อาคารที่มีปัญหาสัญญาณหลอกบ่อย — แบบระบุตำแหน่งช่วยหาอุปกรณ์ต้นเหตุได้ตรงตัว แทนการสุ่มเปลี่ยนทั้งโซน
- อาคารที่วางแผนขยายพื้นที่ในอนาคต — แบบระบุตำแหน่งเพิ่มอุปกรณ์ได้ยืดหยุ่นกว่า
การเลือกที่ถูกต้องขึ้นกับลักษณะอาคารจริง เราแนะนำให้สำรวจหน้างานก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะกับการใช้งาน ไม่ใช่ระบบที่แพงที่สุดหรือถูกที่สุด
